ใกล้สอบ กลางภาค คณะวิศวะ

อ่านหนังสือเรียนนี้เหนื่อยนะครับ

       สวรรค์ก็ชั่งกลั่นเเกล้งสั่งให้

เวลาเดินช้าเมื่อเราไม่สนุกซะอีก

       เขาให้ผมรู้จัก

       Power plant(โรงไฟฟ้ากำลังผมไม่ได้มีความสุข

กับสร้างโรงงานซะหน่อย  แค่สร้างไอเดีย ได้ยิ้มกิ่มแล้ว

       เขาให้ผมรู้จัก

       machine desire  ใครจะไปอยากรู้ว่าโซ่จักรยานทีเราขี่

อยู่ทุกวันมันส่งถ่ายแรงได้สูงสุดกีนิวตัน มีความเร็วกี่รอบต่อนาที     

       และ

       อื่นๆอีกมากมาย

       เรียนมาตั้ง 3 ปีแล้ว จะมาบ่นอะไรตอนนี้

       ผมก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน

2

      ผมเป็นคนรักการอ่านนะครับ

      ชอบอ่านหนังสือมาก  อ่านหนังสือสนุกดี

ผมยังเคยพูดเล่นๆ(คิดจริงๆ)กับเพื่อนเลยว่า

      "กูว่าอ่านหนังสือนี้มัน sanookกว่าการมี sex อีกนะว่ามะ" 

     แต่ตำราเด็กวิดวะ นี้ยอมรับว่าเหนื่อย (เพราะผมไม่ได้อยากรู้นิ)

3

      วิธีแก้มีอยู่ว่า

       ถ้าอ่านตำราวิดวะมันเหนื่อยนัก

      ก็หาหนังสือที่สอนให้มีความสร้างความสุข

แม้จะมี หมา มี แมว ตามตูด

      

      

           

สัมภาษณ์ น้าเน็ก

posted on 12 Jul 2008 12:48 by 9sword

 คำไม่แนะนำในการอ่าน

  1. ไม่แนะนำให้อ่านถ้ายังอยากตามก้นใคร   

  2. ไม่แนะนำสำหรับคนอัจฉริยะมาแต่กำเนิด

ที่มา : นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 มี.ค. 2547  


ประจวบ วังใจ 

โอกาสสำคัญที่สุดสำหรับผม การได้รับโอกาสเป็นของขวัญที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อว่ามีคนมีความสามารถซ่อนตัวอยู่เต็มไปหมด แต่ขาดโอกาส สิ่งที่ผมพยายามทำทุกวันนี้ เป็นการสร้างโอกาสด้วย เพราะว่าโอกาสเป็นนามธรรม มีทั้งโอกาสที่ลอยมาเอง และโอกาสที่เราสร้างขึ้น หากลอยมาเองก็เป็นการง่ายที่จะรับมันไว้ แต่มันยาก เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะมา แต่โอกาสที่เราสร้างมาเอง ยากตอนที่สร้างครับ แต่ง่ายตอนที่เราควบคุมมัน 


ไม่เรียกว่าต่อรองดีกว่า แต่อยู่ในฐานะที่คนรับฟังเรามากขึ้น เหมือนกับว่าคุณจะจ้างผม คุณต้องจ่ายเท่านี้ เพื่อแลกกับสิ่งที่คุณจะได้เท่านี้ หลักของผมคือสมน้ำสมเนื้อ ถ้าคุณจะมองในสิ่งที่คุณเสีย ผมจะชี้ให้คุณเห็นในสิ่งที่คุณได้ บางทีเมื่ออยู่ในจุดๆ หนึ่ง คนจ่ายมักจะเอาเงินเป็นตัวตั้ง แล้วหา function เอามาใส่ให้พอดีจำนวนเงิน เหมือนซื้อหมู ฉันมีเงินหมื่นบาท ฉันจะได้หมูกี่กิโล เอามากองตามตัวเงิน 

ผู้ชายคนนี้ เผยตัวให้เรารู้จักเมื่อไม่นานมานี้เอง เขานำเสนอตัวเองสู่สาธารณะด้วยลีลา ท่าทาง และสีสันอันฉูดฉาด สร้างความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นกับวงการบันเทิงไทย ด้วยจุดเด่นในข้อนี้ ทำให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้เขาปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์และวิทยุอย่างน้อย 7 รายการ ยังไม่นับรวมพิธีกรตามงานต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน 

วันนี้ เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'น้าเน็ก' คือ ดาวรุ่งคนหนึ่งของวงการ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เขายอมรับว่า ผ่านการวางแผนมาแล้ว ไม่ใช่เข้ามาเพราะโชคช่วยเด็ดขาด 

"ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องดวงเท่าใดนัก เพราะผมถือว่าชีวิตผม ขีดเส้นเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาชี้แนะ" เขาบอกอย่างนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเชื่อ คือ โอกาสในการทำงาน ดังนั้น เขาจึงต้องแสวงหาและพยายามสร้างมันขึ้นมาเอง 

เรามาทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ดีกว่า... ผู้ชายที่กล้าประกาศตัวเองว่า ไม่มีตรงกลาง ไม่มีสีเทา มีแต่ขาวหรือดำเท่านั้น 

+ คุณเป็นมาแล้วหลายอย่าง พอสรุปให้ฟังสั้นๆ ได้มั้ยว่า คุณผ่านงานอะไรมาบ้าง 

เป็นเด็กล้างรถ พนักงานขาย แจกใบปลิว ขายน้ำปั่น ขายกาแฟ ตบแต่งบ้าน เวดดิ้งแพลนเนอร์ หรือจัดงานแต่งงาน ทำออร์แกไนเซอร์ ช่างภาพ ทำพีอาร์ นักข่าว ออกแบบท่าเต้น นายหน้า ขายข้าวแกง ทำอู่คาร์แคร์ 

+ ทั้งหมดนี้ คุณทำภายในกี่ปี 

ประมาณ 10 ปีครับ ตั้งแต่ปี 2535 คือ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าผมควรจะเป็นอะไร ผมเป็นเด็กที่ไม่มีความฝัน ไม่รู้ว่าโตขึ้นมาจะเป็นอะไร ก็เลยตั้งเป้าง่ายๆ ว่าผมอยากทำในสิ่งที่ผมชอบและสนใจ อย่างผมเป็นคนชอบรถ ซึ่งอายุขณะนั้นคือประมาณ 19-20 ผมจะทำอะไรเกี่ยวกับรถได้บ้างล่ะ ผมก็เลือกล้างรถ ข้อดีของการทำอย่างนี้ คือได้จับรถวันหนึ่งเป็นสิบๆ สามสิบยี่ห้อ ได้ขับรถหรูๆ แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ ก็ตาม 

+ งั้นคุณก็รู้หมดสิว่ารถนี้ยี่ห้ออะไร 

ความสามารถพิเศษของผมในขณะนั้นและเล่นกันบ่อยๆ คือ พอมีรถเข้ามาล้าง จะหลับตาก่อน แล้วลูบหนึ่งรอบ ก็จะรู้ว่ายี่ห้ออะไร แยกแยะด้วยสัมผัสมือได้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือเวลาสามเดือนที่ผมล้างรถ ผมคลุกคลีกับรถเยอะมากๆ รถบางคันผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในไม่มีคนของประเทศนี้ที่ได้ขับ เช่น เฟอร์รารี เอฟ 355, แอสตัน มาร์ติน หรือรถเก่าๆ อย่างลินคอร์น คอนติเนนตัล อะไรเหล่านี้ 

คนอาจจะคิดว่างานล้างรถเป็นงานต้อยต่ำ เป็นจับกัง กุลี แต่ถ้าผมบอกว่าจุดประสงค์ของผมที่เข้าไปทำ เพราะผมชอบรถ ดังนั้น สิ่งที่ผมทำก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว 

+ นั่นคือสิ่งที่คุณพอใจ แม้ว่ารถเหล่านั้น ไม่ใช่ของเรา ? 

ใช่ พอใจแล้วและทำให้ผมรู้ด้วยว่า รถญี่ปุ่นราคาแสนสองแสนกับยุโรปคันละล้านสองล้าน ห้าล้านสิบล้าน ต่างกันยังไง รู้ได้โดยทันทีจากการลูบคลำ คนที่ชอบรถคนอื่นๆ อาจจะรู้จักรถเหล่านี้จากการอ่านหนังสือ แต่ผมได้สัมผัสมัน 

นั่นคือตัวอย่างนะครับ หรืออย่างงานแจกใบปลิว ผมก็มีโจทย์ว่า ผมอยากทำงานแปลกใหม่ทุกวันที่ไม่ต้องอยู่นิ่ง ได้พบปะผู้คนมากมาย ย้ายที่ไปทุกวัน ได้ศึกษาคน... ถ้างั้นแจกใบปลิวสิครับ ได้พบกับคนมากหน้าหลายตา ซึ่งงานเหล่านี้แหละได้ตอบโจทย์ในสิ่งที่ผมอยาก หรือผมเป็นเวดดิ้งแพลนเนอร์ ก็มาจากข้อสงสัยว่า ทำไมเวลาไปงานแต่งงาน ต้องเหมือนกันทุกงาน ใครกำหนดงานเหล่านี้ ผมก็อยากเปลี่ยน จึงเข้าไปทำ คือ มันเกิดจากความรู้สึกเล็กๆ น่ะ 

+ การวิ่งเข้าหางานใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ เป็นเพราะ... ? 

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนถูกกำหนดให้เป็นอะไรบางอย่าง เราถูกกำหนดมาให้ไม่เหมือนกัน เราถูกกำหนดให้มีอาชีพที่ต่างกัน อย่างเราเห็นคนทำงานแบงก์ แต่เวลาว่างเขาก็ไปโยนโบว์ลิง แต่จริงๆ แล้วเขาอยากมีชีวิตอยู่กับการโยนโบว์ลิง แต่การโยนโบว์ลิงมันหาเลี้ยงชีพไม่ได้ไง ก็ต้องไปทำงานธนาคาร 

กลับกัน โบว์ลิงเป็นอาชีพได้ ก็เป็นนักโบว์ลิงไง หรือการตีกอล์ฟยามว่าง ซึ่งจริงๆ แล้วตีกอล์ฟก็เป็นอาชีพได้เหมือนกัน ผมจึงมีความรู้สึกว่า ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก แล้วเป็นอาชีพได้ น่าจะดีมาก เท่ากับว่าเราไม่ต้องทำงาน อย่างถ้าเราชอบนอนดูวิดีโออยู่กับบ้านแล้วมันเป็นอาชีพได้ มันคงดี ผมก็เลยต้องค้นหาสิ่งที่ใช่ เลือกสิ่งที่ใช่ในสิ่งที่ชอบ
 

+ แต่คุณก็ทำงานมาเยอะแยะ ทำไมในตอนนั้นคุณถึงไม่เลือกทำให้มันดีสักอย่างไปเลย 

ตอนแรกๆ คงเกิดจากการชอบโดยไม่ได้ไตร่ตรอง ชอบรถก็ เอ้า! ล้างรถ เมื่อเบื่อทำงานจำเจอยู่กับที่ ก็แจกใบปลิว พอเราอายุมากขึ้น ความคิดก็จะยาวตามอายุ เลยทำให้ปัจจัยในการเลือกงานของผมกว้างขึ้น เริ่มทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน อย่างช่วงที่ผมอยู่แกรมมี่ใหม่ๆ สักประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากงานประชาสัมพันธ์ ส่วนเวลาว่างผมก็รับตกแต่งบ้าน เป็นเวดดิ้งแพลนเนอร์ จัดออร์แกไนเซอร์ ขณะเดียวกัน ในแกรมมี่ ซึ่งเป็นบริษัทบันเทิงครบวงจร ผมก็เริ่มเขยิบมาทำโปรโมชั่น โพรโมตนักร้อง พร้อมกันนั้น ก็ขยับเป็นช่างภาพนิ่ง พอถ่ายภาพปั๊บ ผมก็ขยับไปเป็นสตาฟฟ์คอนเสิร์ต จากนั้นไปทำรายการทีวี คืองานในแกรมมี่ผมก็ไปลองๆ 

+ อยู่คนละแผนก แต่ก็เข้าไปขอเขาทำหน้าตาเฉย ? 

ขอเขาเลยครับ คือ ไม่แปลกถ้าตราบใดที่งานประจำของคุณไม่เสีย และเข้าไปทำในสิ่งที่ไม่เกิดผลดี-ผลเสียมากมายนัก เช่น อาจจะเข้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์ก่อน พอเราเชี่ยวชาญอาจจะรับผิดชอบสูงขึ้น 

ปัญหาของคนที่เป็นพนักงานอย่างหนึ่ง ก็คือ หนึ่งไม่ใช่หน้าที่ และมีความมีรู้สึกว่างานของตัวเองก็หนักพออยู่แล้ว แล้วปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในสิ่งที่ตัวเองยืนอยู่ แต่ผมกลับพยายามค้นหาอยู่เสมอ ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร 

+ พอจะรู้มั้ยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณอยากรู้หรืออยากจะทำ เป็นเพราะอะไร หรือมีเบ้าหลอมความคิดแบบนี้มาจากไหน 

อาจเป็นเพราะว่าตอนเด็กๆ ผมได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อ ซึ่งท่านเป็นคนชอบศึกษาโน่นนี่ ตอนเด็กๆ ผมมักอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีเพื่อน จึงอ่านหนังสือ เพราะที่บ้านมีหนังสือเยอะมากๆ ผมรักการอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่ออ่านมาก ทำให้เรารู้ว่า พอมีข้อมูลมากเข้า สิ่งนั้นจึงกลายเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ หรือชอยส์ที่จะให้เลือกในการชีวิตก็มีมาก 

+ คุณเชื่อในพลังของการอ่าน ? 

ผมเชื่อมากๆ ครับ การอ่านเป็นวิธีการหนึ่ง แต่ผมเชื่อในเรื่องของการรับข้อมูลไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ตาม ซึ่งการอ่านเป็นวิธีหนึ่ง บางคนอาจจะชอบการฟัง การดู การเวิร์กชอป แต่สำหรับผมถือว่าการอ่านเป็นการง่าย ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลยล่ะ...พูดง่ายๆ คือทำได้ทุกสภาวะ 

+ หนังสือแบบไหนบ้างที่คุณอ่าน 

อ่านทุกชนิดครับ การ์ตูนก็อ่าน สิ่งพิมพ์ทุกอย่าง แต่ผมอ่านแบบไม่จมลึกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ได้ติดการ์ตูน ไม่ติดหนังสือพิมพ์ คล้ายกับว่าคุณรู้ได้ยังไงว่ากางเกงที่คุณใส่เหมาะกับคุณมากที่สุด เพราะฉะนั้นก็คือมันจะดีแค่ไหนหากมีกางเกงหลายสิบแบบให้คุณเลือก หนังสือก็เปรียบเสมือนกางเกง ลองไปเรื่อย ลอง ลอง บางทีใส่ ใช่ แต่เดินไม่สบาย บางตัวใส่สบาย แต่เมื่อออกแดดกลับร้อน บางตัวไม่ร้อน ใส่สบาย แต่ไม่ทนทาน...เห็นมั้ยครับว่ามีตัวแปรหลายๆ อย่างมาก 

เมื่อเข้าใจถึงข้อนี้ผมก็เลยลองทำไปเรื่อยๆ 

+ ทุกวันนี้ยังได้อ่านอยู่มั้ย 

อยู่เสมอครับ จนมาถึงทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นแบบเดิม ตอนนี้ผมบีบงานให้แคบเข้า เป็นงานเบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร จัดรายการวิทยุ แต่ในงานพิธีกรก็มีหลายมุมเช่น พิธีกรทอล์กโชว์ พิธีกรเกมโชว์ พิธีกร event ผมก็ลอง ลอง ลองไปเรื่อย 

เมื่อเราทำหลายๆ อย่าง โดยกลไกมันจะบอกเองว่าอะไรเหมาะกับเราที่สุด เรารู้สึกกับมันมากที่สุด แล้วก็ควรจะทำมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น พลังกายที่ลงไป รายได้ที่ตอบกลับมา เวลาที่ทุ่มให้ไป เหตุนนี้งานเวดดิ้งแพลนเนอร์ จึงหลุดไป ถ่ายภาพถึงซาลง งานตบแต่งบ้านถึงหลุดไป จนกระทั่งเหลืองานชัดๆ แล้วก็ผมมีความรู้สึกว่าถึงเวลาที่ผมควรจะมีตัวตน อย่างที่ผ่านมาคนพูดถึงผม ก็จะงงนิดหนึ่ง และเมื่อถามว่าคุณเป็นอะไร ผมตอบไม่ได้ 

+ วันนี้คุณตอบได้แล้วว่า? ? 

ผมเป็นพิธีกร อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิด คือ การจะยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างสมบูรณ์ คุณควรจะมีภาพจดจำที่ชัดเจน คุณเป็นอะไร คุณเป็นนักร้อง คุณเป็นนักแสดง คุณเป็นตลก คุณต้องเป็นอะไรสักอย่าง สมมติคุณเป็นพิธีกร คุณจะเป็นแบบไหนล่ะ พิธีกรมีดาษดื่นไปหมด คุณต้องทำให้คนดูจำให้ได้ว่า เป็นพิธีกรแบบน้าเน็ก คนก็จะอ๋อๆ พิธีกรแบบปัญญา (นิรันดร์กุล) พิธีกรแบบสรยุทธ (สุทัศนะจินดา) เห็นมั้ยครับ ทุกคนเหมือนมี outstanding เหมือนมีลายมือ มีเอกลักษณ์ ผมก็มีในไลน์แบบผม 

+ ถึงจุดนี้คุณบอกตัวเองได้หรือยังว่า ดัง มีชื่อเสียงแล้ว 

ผมมีความรู้สึกว่า ผมยังโชคดี คือ หนึ่งผมเริ่มต้นเป็นคนเบื้องหน้าจากการเป็นคนเบื้องหลัง ทำให้เข้าใจในเรื่องของโพรดักชัน เข้าใจถึงจิตใจของคนเบื้องหลังอย่างถ่องแท้ อย่างผมพูดในรายการสัมภาษณ์ บางทีเราพูดทะลึ่งตึงตัง เหี้ยห่า อะไรออกไป แต่คุณต้องรู้ว่าจะต้องมีการตัดต่อ ถ้าคุณพูดไปแล้วคุณต้อง take time พูดอะไรที่มันออกอากาศได้ เพื่อเวลาตัดต่อจะได้ง่าย อะไรแบบนี้ ซึ่งเราเข้าใจมาก่อนแล้ว 

ข้อดีข้อที่สอง คือ การดูแลตัวเอง ผมเคยทำหน้าที่ดันนักร้องให้มายืนอยู่เบื้องหน้าอย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องยืนอยู่เบื้องหน้า ผมรู้ว่าควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไร เช่น ผมต้องวาง look ยังไง จังหวะในการใช้ media การออกรายการ การให้สัมภาษณ์ หรือการไปตามงาน จังหวะของความถี่บ่อย คือ ดูแลตัวเองได้ ปกติแล้วคนที่เป็นนักร้องก็ต้องมีคนคอยดูแลเรื่องเหล่านี้ให้ 

+ ดังนั้นภาพที่คนดูเห็นตามจอทีวี ก็คือน้าเน็กที่ผ่านการปรุงแต่งมาแล้ว 

เรียกว่าผ่านการจัดการ ซึ่งกฎของการส่งคนออกมาอยู่เบื้องหน้า ข้อแรกคือต้องมีความแตกต่าง ทำไมคนถึงต้องดูคุณ ? ก็เพราะคุณแตกต่างใช่มั้ยครับ ผมจึงสร้างแนวของผม โอเค look ภายนอกต้องจัดจ้าน เป็นที่จดจำ สามารถวาดการ์ตูนล้อได้ มีคาแรคเตอร์ชัดเจน 

+ ในจอกับตัวจริงล่ะ ต่างกันมั้ย 

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมนำเสนอมีความเป็นตัวผม แต่ต้องมีแบบแผน โครงสร้างก่อน โอเค คนที่ออกมาอยู่เบื้องหน้า ต้องทำผมสี...เปล่าเลย ผมเพียงแต่ว่าผมอยากจะแตกต่างแบบไหนล่ะ... ทรงผม เสื้อผ้า ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบความแตกต่างแบบนี้ ผมก็ใช้ความเป็นตัวผมเป็นที่ตั้ง แต่อยู่หลักการว่าผมต้อง outstanding 

อีกอย่างคือผมผ่านช่วงเวลาของการดันคนอื่นมาแล้ว โดยมีหลักการวิธีการ ยุทธวิธี ประชาสัมพันธ์อยู่ และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องใช้สิ่งเหล่านั้นกับตัวเอง อย่างผมต้องการ target คนตื่นเช้า แม่บ้าน คนอยู่บ้าน-บ้าง ผมต้องทำรายการในช่วงเวลานี้ เพื่อที่ผมจะได้มีเดียตรงนี้ เมื่อคนกลุ่มนี้เห็น กลุ่มนั้นเห็นมากๆ เข้า ก็จะเกิดความ mass ซึ่งทุกวันนี้ผมอาศัยประสบการณ์ที่เคยดันคนอื่นมาก่อน มาดูแลตัวเอง 

+ กว่าจะสร้าง 'น้าเน็ก' ขึ้นมาได้ใช้เวลานานแค่ไหน 

ค่อยเป็นค่อยไปครับ เริ่มต้นจากการเป็นงูเหลือมในรายการ ?เกมฮอตเพลงฮิต? คนที่ดูรายการเกมฮอตเท่านั้นที่รู้จักผม จำเสียงผมได้ก่อน จำสไตล์ในการ announce ของผมได้ก่อน แต่สิ่งที่ค้างอยู่ในจอนั้น คือ มูฟเมนท์ของงู ซึ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน ถัดมาคือเสียงนั้น ถูกนำไปใช้ในการอ่านสปอต... เห็นมั้ยมันเขยิบออกมาแล้ว คนก็จะจำได้ เอ๊ะ! เสียงงูนี่หว่า พร้อมกับมีข้อสงสัยว่าไอ้งูตัวนี้ มันเป็นใคร ผมก็ปล่อยให้คนสงสัยอยู่อย่างนั้น นานพอที่จะเปิดตัว 

เห็นมั้ยครับ บางทีเราทำสามเดือน แล้วเปิดตัว ปริมาณความอยากอาจจะไม่มากพอ 

+ วางแผนไว้ก่อนใช่มั้ย 

วางแผนครับ เป็นการคิดอย่างเป็นระบบ ผมใช้วิธีการเดียวกับการโพรโมตนักร้อง เริ่มจากการยิง teaser ก่อน เพื่อให้เพลงได้รับการจดจำและเกิดคำถามว่าใครเป็นเจ้าของ 

เหมือนกัน การเป็นงูเหลือมก็เหมือน teaser ของผม พอถึงเวลาออกมา ปึ้ง! หลังจากนั้นผมก็ไปจัดรายการวิทยุ ยังเป็นการใช้เสียงอยู่ แต่ฟรีขึ้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะสคริปต์เท่านั้น นอกจากการได้รู้จักเสียงและสไตล์แล้ว คนก็รู้จักวิธีคิดผมผ่านคำพูดด้วย พร้อมๆ กันนั้น ผมก็ออกมาแวบๆ ออกงานที่เป็นกิจกรรมของคลื่น คนฟังได้เห็นหน้าผมแล้ว คือออกมาอย่างค่อยๆ จากนั้นผมเริ่มทำ ?เกมวัดดวง? พากย์และให้เห็นหน้านิดเดียว จนคนรู้จักมากขึ้น กระทั่งได้มาทำ Five Live คราวนี้เห็นหน้าแล้ว พร้อมๆ กันนั้นก็รับพิธีกรตามงานต่างๆ มากขึ้น ตอนนี้ผมถึงเวลาแล้วที่จะใช้มีเดียนอก ออกเกมโชว์ ทอล์กโชว์ สัมภาษณ์ต่างๆ 

+ จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ตรงไหน 

จริงๆ แล้วมีการผิดแผนอยู่ช่วงหนึ่ง ระหว่างที่ขยายๆ ออก ผมก็ไปออกรายการ ?เจาะใจ? มันลัดคิวนิดหนึ่ง คือว่าเป็นการพูดถึงสิ่งที่ผมคิดและที่เป็นตัวผม รวมทั้งพื้นเพที่ผ่านมา เหมือนเป็น resume ของผม แต่จริงๆ แล้ว ?เจาะใจ? ก็คือมีเดียหนึ่ง เพียงแต่มันเป็นมีเดียที่แข็งแรงมากๆ ทำให้เราเหมือนถูกวิจัย คนรู้จักเราจากที่นี่ที่เดียว มันก็เลย ระเบิดออกมา 

+ คุณกำลังรู้สึกว่าพอออก 'เจาะใจ' แล้ว เหมือนเป็น turning point จนไม่สามารถพาตัวเองกลับไปอยู่จุดเดิมได้ 

ครับ เราก็เลยเดินหน้าต่อไป คือว่าสิ่งที่คนเห็นในรายการเจาะใจ ไม่ว่าประชาชน หรือผู้จ้าง เจ้าของรายการ เขาก็เห็นอะไรใหม่ วิธีการใหม่ เห็นความแตกต่างที่ตลาดยังไม่มี เมื่อเห็นช่องว่างตรงนี้ ก็เริ่มมีคนซื้อ นี่ไงครับความ outstanding ที่เราค่อยๆ บ่มเพาะมา คนก็ได้เห็นชัด มันก็ถูกใช้งาน และตอบโจทย์ว่านี่คือความแปลกใหม่ ก็เลยขยายๆ ออกไป 

+ คุณคิดว่าวิธีการที่คุณใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน หรือการสร้างความต่าง จะสามารถใช้กับอาชีพอื่นๆ ได้มั้ย 

ใช้ได้ครับ หลักกรที่ผมใช้ คือ outstanding สังคมต้องการความแปลกใหม่และแตกต่างเสมอ เพียงแต่ว่าเราจะให้ความแปลกใหม่และแตกต่างออกมาใช้อย่างไร นี่คือข้อหนึ่ง ให้สังคมได้รับรู้ถึงความแตกต่างนั้นอย่างไรคือข้อสอง 

สมมติว่า ผมมีร้านขายส้มตำ ร้านของผมต้อง outstanding อาจจะพ่นครกเป็นสีชมพู ตำในชุดเอลวิส เปิดเพลงร็อคแอนด์โรล ตำไปเต้นไป นี่คือความต่าง รสชาติอาจจะธรรมดา ส่วนร้านอาจจะแต่งเป็นยุคโอลดี้ส์ ต่อมาคือคุณต้องให้ร้านของคุณเป็นที่รู้เห็น คราวนี้ต้องใช้มีเดียล่ะ ลองออก ?สะเก็ดข่าว? สักทีหนึ่งสิ คราวนี้คนจะรู้ คนจะมา 

+ คุณกำลังคิดว่าตัวเองเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ต้องสร้างความต่าง สร้าง product positioning หรือการวางตำแหน่งของตัวเองให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ ? 

ผมมีความรู้สึกว่า ถ้าคุณกำลังจะทำอะไรก็ตามกับคนหมู่มาก มันต้องมีหลักการ เพียงแต่ว่าวิธีการนี้เราใช้กับสินค้าเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเรานำมาปรับใช้กับคน เราก็เลยมีความรู้สึกว่าคุณเป็นเหมือนสินค้า จริงๆ แล้ว ถ้าถามว่าผมโต้เถียงกับคำพูดนี้มัน ผมว่าไม่ เพียงแต่ว่าคุณต้องมองไปอีกทีว่า ในเมื่อวิธีการนี้ใช้กับสินค้าอยู่บ่อยๆ ก็อาจใช้กับคนได้เหมือนกัน อย่างเราเลี้ยงสัตว์ เราเอาข้าวให้ 'มัน' (เน้นเสียง) ไม่ต้องสุภาพกับ 'มัน' พอเราทำกับคน เอาคนไปขัง เอาข้าววางพื้น ก็รู้สึกว่า โอ้โห ทำกับเราเยี่ยงสัตว์ ถามว่าจริงมั้ย ก็จริง เพราะเราทำอย่างนั้นกับสัตว์นี่นา 

ดังนั้น การวางแผน การสร้าง positioning การใช้มีเดีย เป็นการใช้กับสินค้า แต่ถามว่าหากเราใช้วิธีการนี้กับคน แล้วมีคนบอกว่าคุณเหมือนเป็นสินค้า ผมว่าก็ใช่นะ ถูก เพียงแต่ว่าตัวผมไม่ใช่ 'แฟ้บ' ไม่ใช่สบู่ แต่ผมใช้วิธีเดียวกัน วิธีการนำเสนอสู่คนหมู่มาก หากเราต้องการให้คนฟอกสบู่ยี่ห้อนี้กันทั้งประเทศ ผมก็ต้องการให้คนดูผมทั้งประเทศเหมือนกัน 

+ คำว่า ?โอกาส? สำหรับคุณแล้ว สำคัญแค่ไหน 

สำคัญมากครับ (ย้ำอีก) โอกาสสำคัญที่สุดสำหรับผม การได้รับโอกาสเป็นของขวัญที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อว่ามีคนมีความสามารถซ่อนตัวอยู่เต็มไปหมด แต่ขาดโอกาส สิ่งที่ผมพยามทำทุกวันนี้ เป็นการสร้างโอกาสด้วย เพราะว่าโอกาสเป็นนามธรรม มีทั้งโอกาสที่ลอยมาเอง และโอกาสที่เราสร้างขึ้น หากลอยมาเองก็เป็นการง่ายที่จะรับมันไว้ แต่มันยาก เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะมา แต่โอกาสที่เราสร้างมาเอง ยากตอนที่สร้างครับ แต่ง่ายตอนที่เราควบคุมมัน 

+ ทุกสิ่งที่คุณทำ ล้วนมาจากการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ? 

สร้างครับ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ช่าง ผมรวมความเรียกว่า โอกาส ผมอยู่ในมุมที่ได้รับโอกาส และสร้างโอกาส มันต้องเอื้อกัน เมื่อมีแรงฉุด ก็ต้องมีแรงดัน ขับเคลื่อนกันไป 

ระหว่างนั้น ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เดินเข้ามาในห้องที่เรานั่งคุยกันพอดี แล้วนัดแนะกับ ?น้าเน็ก? ว่าอยากจะคุยด้วยหลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จ จากนั้นพิธีกรคนเก่งก็เดินออกไป 

?นี่จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ อาจจะเป็นโอกาสก็ได้ จู่ๆ ก็โผล่ออกมา? เน็ก เปรยออกมา 

+ โอกาสที่คุณได้รับมาตลอด จนถึงวันนี้ ทำให้คุณเป็น 'ดารา' หรือยัง 

ผมมักบอกตัวเองเสมอว่า อาชีพผมเป็นพิธีกร สถานะผมคือบุคคลสาธารณะ เป็นแบบนั้น 

+ ไม่ถึงกับเป็นดารา ? 

จริงๆ แล้ว คือ 'ดารา' อยู่ในอีกความหมายหนึ่ง ทุกคนหากอยู่เบื้องหน้า ถ้ามีคนรู้จัก ย่อมเป็นบุคคลสาธารณะหมด แต่ดารามีเรื่องของความศรัทธา ความชื่นชม ความคลั่งไคล้ บูชา ความเป็นศูนย์รวมจิตใจด้วย ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นดาราครับ 

+ การเป็นพิธีกร การเป็นคนอยู่เบื้องหน้า คืออาชีพที่คุณใฝ่ฝันหรือเปล่า 

จังหวะมันพัดพามากกว่าครับ สุดท้ายผมมีความรู้สึกว่า จังหวะนี้ที่ผมยืนอยู่ ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ผมล้างรถ ตอนล้างรถ ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก พอไปแจกใบปลิว ผมก็สุขเช่นกัน คือมันดันๆ กันมาเรื่อย สุดท้ายผมมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ซึ่งผมไม่รู้ว่าผมจะอยู่ช่วงเวลานี้นานขนาดไหน แต่เชื่อว่ามันก็จะดันให้ผมไปสู่สิ่งที่ตัวเองรักไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม 

+ คุณเคยเป็นนักข่าวมาก่อน ผมเชื่อว่าคุณย่อมจะมีภาพของดารา หรือคนอยู่เบื้องหน้าอีกแบบหนึ่ง แต่พอมาอยู่เสียเอง มุมมองหรือความรู้สึกต่างออกไปมั้ย 

ต่างกันมากครับ เมื่อก่อนผมเป็นนักข่าวบันเทิง ผมก็รู้ว่าฝั่งนั้น ต้องการให้ผมทำอะไร เหมือนกันเมื่อผมมาอยู่ฝั่งนี้ ผมรู้ว่าอะไรที่เป็นประเด็น เช่น คำถามที่ถามมาคุณจะต้องตอบให้ครอบคลุม หรือตอบเพื่อนำไปสู่อะไรบางอย่าง เมื่อเคยเป็นผู้ถามมาก่อนและถึงเวลาต้องเป็นผู้ตอบ ก็จะรู้ว่าควรตอบอย่างไร ไม่ใช่ว่ารู้ทันนะครับ นี่คือแง่ของการทำงาน แต่ในสิ่งที่ผมมอง ผมรู้สึกว่า ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นและไม่มีอคติกับสื่อ หากคุณไม่ต้องการเป็นข่าวซุบซิบ ก็อย่าทำอะไรโฉ่งฉ่างสิ ดาราที่ไม่เข้าใจนักข่าว ก็จะบอกว่า เฮ้ย! ถ้าจะมีอะไรทำไมต้องอยู่ในบ้าน เหตุผลก็เพราะคุณต้องรับผิดชอบต่อการเป็นบุคคลสาธารณะ เห็นมั้ยครับ ทำให้เราคิดถึงสองฝั่ง ฉะนั้น โอเค! การเป็นบุคคลสาธารณะย่อมมีข้อดีข้อเสีย คุณเลือกรับข้อดี ต้องเคารพข้อเสียที่จะตามมาคู่กันด้วย 

+ พูดง่ายๆ อดีตนักข่าวอย่างคุณ เมื่อมาอยู่ในจุดนี้ก็สามารถจัดการกับสื่อได้ง่ายขึ้น 

ใช่ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักการ และสายสัมพันธ์ 

+ คุณเป็นห่วงภาพพจน์ของตัวเองมั้ย 

ผมไม่ห่วงนะ เพราะผมมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ผมพยายามเป็นก็แค่คนมีชื่อเสียง เป็นคนที่ใครๆ รู้จัก และชื่นชอบงานของเราที่มีความแตกต่างเท่านั้นเอง ผมไม่ค่อยวางตัวเองให้อยู่บนความคลั่งไคล้ ไปเป็น idol ไปอยู่ที่ที่สูบบุหรี่ก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องดำรงตนเป็นคนดีตลอดเวลา ซึ่งผมมีความรู้สึกว่าในชีวิตจริงผมก็ไม่ดีเด่อะไรขนาดนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกเอาตัวเองไปวางในจุดที่เรามีความสุขได้ด้วย ทุกวันนี้ ผมยังเดินห้างได้นะ มีคนทักทั้งห้างเหมือนกัน แต่ไม่มีคนมารุมมากมาย 

+ ทุกวันนี้คุณอยู่ในฐานะที่เป็นต้นแบบของใครๆ ได้หรือเปล่า 

ผมจะไม่วางตัวเองเพื่อเป็นต้นแบบของใคร หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของผมมากๆ เขาก็ไม่ได้เลียนแบบผม ไม่ได้ทำสีผมสีเดียวกัน แต่เขาเลียนแบบความแตกต่างจากผม เขาชอบผม เขาอยากก๊อบปี้ผม เขาก็ไปมีแบบของตัวเอง แต่ถ้าชอบดีทูบี เขาอาจจะแต่งตัวเหมือนดีทูบี แต่ถ้าชอบน้าเน็ก ไม่ต้องแต่งตัวเหมือนน้าเน็ก จุดเด่นของน้าเน็กคือความแตกต่าง ผมขายหลักการ ผมไม่ได้ขายวิธีการ 

+ ได้มีโอกาสคุยกับเด็กๆ ที่ชอบคุณบ้างมั้ย 

คุยครับ เขาบอกว่าเขามีความแตกต่างของเขาเอง อย่างเช่น สมมติว่าเราชอบนักร้อง เด็กๆ ต้องเลียนแบบใช่มั้ยครับ ผมเป็นแบบอย่างที่ไม่ได้มีไว้เลียนแบบ แล้วคนอย่างผม ไปนั่ง ไปยืนอยู่เฉยๆ ไม่พูด ไม่เขียน หรือไม่ทำอะไร ก็ไม่มีมูลค่าอะไร 

+ หลักการง่ายๆ ของการสร้างความแตกต่างแบบที่คุณเป็น ทำยังไง 

อยู่ที่การขยันคิดครับ เหมือนโน้ตเจ็ดตัว แต่งเพลงได้ล้านเพลง เรื่องแบบนี้อยู่ที่คุณใส่ใจ และฝักใฝ่ที่จะจัดวางแค่ไหน อย่างการอัดรายการในเทปแรก ผมเล่นมุขนี้จังหวะนี้ พอเทปที่สองผมเปลี่ยนวิธีการ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มักจะไม่ยอมไงครับ ติดยึดอยู่กับความสำเร็จ อยู่กับวิธีการเดิมๆ ฉะนั้นแค่คุณหยุดเดิน คุณก็ถอยหลัง 

+ เพื่อความต่าง ทำให้ 'น้าเน็ก' ยอมทำทุกอย่างหรือเปล่า อย่าง ทำสีผม แต่งตัวประหลาดๆ 

นั่นเป็นส่วนหนึ่งครับ อย่างภาพลักษณ์ภายนอกเป็นของง่ายที่สุดเพียงแค่การมองเห็น แต่เท่านั้นยังพอครับ ยังประกอบกับวิธีการคิด เสียงที่พูด และท่าทางที่ออกมาด้วย เช่น ผมจะไม่ทำสีผมสีนี้สีเดียวไปตลอด นี่เป็นสีที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เดี๋ยวสักพักอาจจะเป็นสีส้มก็ได้ ผมจะไม่มีผมสีม่วงเป็นเจ้าป้าตลอดกาล 

+ ในการสร้างความต่างหรือสร้างโอกาสของคุณ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณมีระบบความคิดที่ต่างจากคนอื่นๆ ในวงการเดียวกัน จนทำให้คุณกลายมาเป็๋นอย่างนี้ 

อย่างหนึ่งที่ผมเป็น คือไม่แข่งกับใคร ผมดูเพื่อหลบ และผมรู้สึกว่ายังมีสเปซมากพอที่จะเอื้อให้สิ่งใหม่เกิดขึ้น ถ้ามีอยู่แล้วผมจะไม่ทำ 

+ ถ้าวินาทีนี้มี ?น้าเน็ก? คนที่สอง คุณจะทำยังไง 

ผมก็อาจจะมีวิธีการหนีนิดหน่อย เพราะสิ่งที่ผมเป็น ก็อิสระมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ ผมก็ต้องหลบไป แต่ทุกวันนี้นอกจากผมต้องหนีคนอื่นแล้ว ยังต้องหนีตัวเองด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นหากจะมีคนเลียนแบบ เขาไม่ได้เลียนแบบผมจริงๆ หรอก 

+ การหนีตัวเองก็คงจะช่วยให้คุณมีโอกาสมากขึ้นด้วย ? 

ใช่ครับ ทำให้ชีวิตผมถูกพัดพาไปโน่นไปนี่อยู่เรื่อยๆ 

+ ไม่กลัวตัวเองช้ำบ้างเหรอ ออกรายการโน่นนี่เยอะไปหมด 

ตอนนี้ยังอยู่ในยุทธวิธีครับ สังเกตว่าผมไม่รับงานแสดง ผมจะรับงานพิธีกรชนิดละหนึ่งรายการเท่านั้น ผมทำรายการเพลงสองรายการ แต่วิธีการต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมทำรายการท่องเที่ยว พากย์เสียงรายการ แต่จะไม่ซ้ำกัน ต่างช่อง ต่างเวลา ต่างวิธีการ ถ้าคิดด้วยหลักนี้ ผมก็สามารถทำได้เป็นร้อยๆ รายการ แต่มันจะมีจุดสิ้นสุดครับ มันยังจะมีเรื่องของเวลา บารมี มีเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง ถามว่าผมควรชะลอการเติบโตหรือยัง ตอบว่ายังไม่ถึงเวลาครับ อีกสักหน่อยหนึ่ง เพื่อสุดท้ายจะได้กลายเป็นอะไรบางอย่าง 

+ คุณอยู่ในฐานะที่ต่อรองอะไรได้หรือยัง 

ไม่เรียกว่าต่อรองดีกว่า แต่อยู่ในฐานะที่คนรับฟังเรามากขึ้น เหมือนกับว่าคุณจะจ้างผม คุณต้องจ่ายเท่านี้ เพื่อแลกกับสิ่งที่คุณจะได้เท่านี้ หลักของผมคือสมน้ำสมเนื้อ ถ้าคุณจะมองในสิ่งที่คุณเสีย ผมจะชี้ให้คุณเห็นในสิ่งที่คุณได้ บางทีเมื่ออยู่ในจุดๆ หนึ่ง คนจ่ายมักจะเอาเงินเป็นตัวตั้ง แล้วหา function เอามาใส่ให้พอดีจำนวนเงิน เหมือนซื้อหมู ฉันมีเงินหมื่นบาท ฉันจะได้หมูกี่กิโล เอามากองตามตัวเงิน 

แต่ของผมก็คือคุณมีเงินเท่านี้ ผมมีของเท่านี้ เปรียบเทียบกันมีการเหลื่อมกันอยู่ ผมเชื่อว่าเขามีใจที่จะฟังผม เพื่อที่จะจ่ายเพิ่ม และบนหลักนี้ ผมเชื่อว่าผมแฟร์พอที่จะบอกว่า สูงไป บางทีให้มามาก ผมรู้สึกว่าทำได้แค่ 10 แต่คุณให้มา 15 ผมมั่นใจพอที่จะบอกว่า 15 นั้น สูงไป ที่ผมคิดอย่างนี้ เพราะผมอยู่ในฐานะที่ต้องจ่ายเงินมาก่อน ผมจ่ายไปห้าหมื่น ยืนดู แม่ง! มึงควรจะสองหมื่นเท่านั้น ในทางกลับกันผมจ้างสองหมื่น แต่เขาทำให้เราเป็นแสน 

เรื่องแบบนี้ ผมรู้ถึงสายตาเหล่านั้น เพราะฉะนั้นผมกล้ายืนยัน ว่าสิ่งที่คุณจ่าย คุณจะไม่เสียดายเงินแน่นอน 

+ โดยธรรมชาติคุณคงเป็นคนจริงจังกับชีวิตเอามากๆ ? 

จริงจังครับ ถ้าเราจริงจังแล้ว เราก็สามารถทำอะไรก็ได้ พอเราเป็นคนจริงจังแล้ว เราก็เป็นคนตลกได้ ถ้าเราเป็นคนมีสาระ มีหลักการ เราก็จะรู้ว่าจะไร้สาระอย่างสมบูรณ์แบบ ได้อย่างไร เพราะตลกโปกฮา เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เป็นเรื่องของจังหวะวิธีการของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเราศึกษาอย่างถ่องแท้และจริงจัง เราสามารถเฮฮาได้อย่างถูกวิธี 

+ ทุกวันนี้คุณสนุกกับชีวิตขนาดไหน 

สนุกมากครับ เพราะมันคือปัจจัยหลักของการมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ต้องสนุก 

+ ถ้าคุณทำรายการสักรายการหนึ่ง เกิดความผิดพลาดขึ้นมา คุณจะทำอย่างไร 

เป็นทุกข์ครับ เก็บไปคิด แต่ถ้าเก็บมาแล้วแก้ไขได้ จะไม่ทุกข์ครับ แต่ถ้าบางทีผมมองไม่เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองในขณะนั้น แต่มารู้ทีหลัง ผมจะทุกข์ แต่ทุกอย่างก็แก้ได้ มีเหตุมีผลรองรับ เพียงแต่เรารู้หรือเปล่าว่าเป็นความผิดพลาด บางคนทำทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิด 

ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นแง่งามของการใช้ชีวิตเสมอๆ ผมรู้สึกว่าถ้าเรารู้สึกสุข เราอยู่ในสถานะไหนก็สุข ถ้าเรารู้สึกทุกข์ ไม่ว่าเราอยู่ในสถานะไหนเราก็ทุกข์

edit @ 12 Jul 2008 15:02:40 by 9sword

edit @ 12 Jul 2008 15:11:21 by 9sword